วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2391 11 ม.ค. - 14 ม.ค. 2552
จัดทำบทความโดย
นางสาวหงษ์สกุล คล้ายโต เลขทะเบียน 4902110009
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง เลิกหวังรายได้จากค่านายหน้าหลังมองตลาดหุ้นปีฉลู ยังเป็นภาวะหมี พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทำธุรกิจSBL ดอดเจรจา 2 บลจ. ยืมหุ้นรองรับลูกค้าทำชอร์ตเซล ลุยขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่อีก 3,000-4,000 บัญชี จับตาลูกค้าเล่นหุ้นทะลุแสน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดทั้งปี 51 บล.ทั้งระบบอ่วม บางรายขาดทุนหนัก
นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการดำเนินงานปี 2552 ว่า จากที่คาดว่าตลาดหุ้นในปี 2552 ยังคงซบเซาหรือภาวะหมีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยประเมินว่าทั้งตลาดมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 12,000-15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นมากขึ้น ทั้งการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL)เพื่อชอร์ตเซล(ขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ)
ซึ่งบริษัทมองว่าในสภาวะตลาดขาลง การทำธุรกิจ SBL จะช่วยเพิ่มรายได้อีกทาง จากที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจดังกล่าวอาจจะยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทมีปัญหาผู้ให้ยืมหุ้นที่ยังน้อยอยู่ แต่ล่าสุดได้เจรจากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)จำนวน 2 ราย เพื่อยืมหุ้น ดังนั้นคาดว่าจะมีเพียงพอสำหรับให้บริการลูกค้า
ส่วนธุรกิจปล่อยมาร์จิน(สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์) สำหรับปีนี้ยอมรับว่าลดลง โดยปัจจุบันมีวงเงินปล่อยสินเชื่อเพียง 1,000 ล้านบาท จากปกติ 2,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่สำรองเพื่อรองรับการปล่อยมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
นางบุญพร กล่าวถึง การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 บัญชี จากสิ้นปี 2551 มีลูกค้าประมาณ 60,000 บัญชี ในจำนวนดังกล่าวมีบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (แอกทีฟ)ประมาณ 50 % โดยนักลงทุนหน้าใหม่ยังเน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
นอกจากนี้จะเร่งขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพราะจะช่วยบริษัทลดต้นทุน โดยมีโครงการที่เรียกว่า "KeTouch Modle" โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการทั้งสิ้น 10 จุดในกรุงเทพฯ เน้นทำเลที่เป็นย่านชุมชน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง คือ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม ,ศาลาแดง และเอ็มโพเรียม และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งย่านรถไฟฟ้าใต้ดิน
"โครงการ "KeTouch Modle" ถือเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2552 และเชื่อว่าจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรและรายได้เท่ากับปีที่ผ่านมา" นางบุญพร กล่าว
อนึ่งบล.กิมเอ็งฯ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันดับ 1 โดย ณ สิ้นปี 2551 มีส่วนแบ่งตลาด 8.18 % ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2551 มีกำไรสุทธิ 429.69 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.76%
บทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)ฯระบุว่า สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ในไตรมาส 4/51 พบว่า บล.กิมเอ็งฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8.83% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 8.66% และบล.ภัทรฯ ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงลดลงเป็น 4.91% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 5.53% คาดว่าเป็นผลจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาส 4/51 ที่ลดลงเหลือ 20% ขณะที่ไตรมาสก่อนอยู่ที่ 31% ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เช่น บล.กิมเอ็งฯ จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป(ประเทศไทย)ฯ คาดว่า ผลประกอบการรวมทั้งปี 2551 ของกลุ่มหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง โดยคาดว่าบางบริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 15,900 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 17,000 ล้านบาท หรือลดลง 6.73% ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการเมือง และวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2551
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 คาดว่าตลาดยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาในปีก่อน เนื่องจากการเมืองในประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังคงเบาบาง และตลาดมีความผันผวน โดยฝ่ายวิเคราะห์บล.ฟิลลิปฯมองว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2552 จะอยู่ที่ราว 16,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ผลประกอบการทั้งปี 2552 ของกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังไม่มาก และยังมีปัจจัยการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ใกล้เข้ามา จึงยังคงคำแนะนำ "ลงทุนน้อยกว่าปกติ" โดยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นพื้นฐานดีอย่างบล.กิมเอ็งฯ และให้จับตาดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623911&issue=2391
คำถามท้ายเรื่อง
1. ทำไม บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ถึงได้ต้องการเจาะกลุ่มที่เล่นหุ้มผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
2. กลุ่มเป้าหมายหลักที่ทาง บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ต้องการให้มาร่วมลงทุน คือใคร
3. จากบทวิเคราะห์ ของ บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากที่ใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2391 11 ม.ค. - 14 ม.ค. 2552
จัดทำบทความโดย
นางสาวหงษ์สกุล คล้ายโต เลขทะเบียน 4902110009
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง เลิกหวังรายได้จากค่านายหน้าหลังมองตลาดหุ้นปีฉลู ยังเป็นภาวะหมี พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทำธุรกิจSBL ดอดเจรจา 2 บลจ. ยืมหุ้นรองรับลูกค้าทำชอร์ตเซล ลุยขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่อีก 3,000-4,000 บัญชี จับตาลูกค้าเล่นหุ้นทะลุแสน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดทั้งปี 51 บล.ทั้งระบบอ่วม บางรายขาดทุนหนัก
นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการดำเนินงานปี 2552 ว่า จากที่คาดว่าตลาดหุ้นในปี 2552 ยังคงซบเซาหรือภาวะหมีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยประเมินว่าทั้งตลาดมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 12,000-15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นมากขึ้น ทั้งการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL)เพื่อชอร์ตเซล(ขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ)
ซึ่งบริษัทมองว่าในสภาวะตลาดขาลง การทำธุรกิจ SBL จะช่วยเพิ่มรายได้อีกทาง จากที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจดังกล่าวอาจจะยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทมีปัญหาผู้ให้ยืมหุ้นที่ยังน้อยอยู่ แต่ล่าสุดได้เจรจากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)จำนวน 2 ราย เพื่อยืมหุ้น ดังนั้นคาดว่าจะมีเพียงพอสำหรับให้บริการลูกค้า
ส่วนธุรกิจปล่อยมาร์จิน(สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์) สำหรับปีนี้ยอมรับว่าลดลง โดยปัจจุบันมีวงเงินปล่อยสินเชื่อเพียง 1,000 ล้านบาท จากปกติ 2,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่สำรองเพื่อรองรับการปล่อยมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
นางบุญพร กล่าวถึง การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 บัญชี จากสิ้นปี 2551 มีลูกค้าประมาณ 60,000 บัญชี ในจำนวนดังกล่าวมีบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (แอกทีฟ)ประมาณ 50 % โดยนักลงทุนหน้าใหม่ยังเน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
นอกจากนี้จะเร่งขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพราะจะช่วยบริษัทลดต้นทุน โดยมีโครงการที่เรียกว่า "KeTouch Modle" โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการทั้งสิ้น 10 จุดในกรุงเทพฯ เน้นทำเลที่เป็นย่านชุมชน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง คือ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม ,ศาลาแดง และเอ็มโพเรียม และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งย่านรถไฟฟ้าใต้ดิน
"โครงการ "KeTouch Modle" ถือเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2552 และเชื่อว่าจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรและรายได้เท่ากับปีที่ผ่านมา" นางบุญพร กล่าว
อนึ่งบล.กิมเอ็งฯ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันดับ 1 โดย ณ สิ้นปี 2551 มีส่วนแบ่งตลาด 8.18 % ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2551 มีกำไรสุทธิ 429.69 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.76%
บทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)ฯระบุว่า สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ในไตรมาส 4/51 พบว่า บล.กิมเอ็งฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8.83% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 8.66% และบล.ภัทรฯ ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงลดลงเป็น 4.91% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 5.53% คาดว่าเป็นผลจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาส 4/51 ที่ลดลงเหลือ 20% ขณะที่ไตรมาสก่อนอยู่ที่ 31% ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เช่น บล.กิมเอ็งฯ จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป(ประเทศไทย)ฯ คาดว่า ผลประกอบการรวมทั้งปี 2551 ของกลุ่มหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง โดยคาดว่าบางบริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 15,900 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 17,000 ล้านบาท หรือลดลง 6.73% ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการเมือง และวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2551
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 คาดว่าตลาดยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาในปีก่อน เนื่องจากการเมืองในประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังคงเบาบาง และตลาดมีความผันผวน โดยฝ่ายวิเคราะห์บล.ฟิลลิปฯมองว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2552 จะอยู่ที่ราว 16,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ผลประกอบการทั้งปี 2552 ของกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังไม่มาก และยังมีปัจจัยการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ใกล้เข้ามา จึงยังคงคำแนะนำ "ลงทุนน้อยกว่าปกติ" โดยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นพื้นฐานดีอย่างบล.กิมเอ็งฯ และให้จับตาดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623911&issue=2391
คำถามท้ายเรื่อง
1. ทำไม บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ถึงได้ต้องการเจาะกลุ่มที่เล่นหุ้มผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
2. กลุ่มเป้าหมายหลักที่ทาง บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ต้องการให้มาร่วมลงทุน คือใคร
3. จากบทวิเคราะห์ ของ บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากที่ใด
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
1.ช่วยลดต้นทุนของบริษัท
2.การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 ในประมาณ 50 % นักลงทุนหน้าใหม่เน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
3.ค่านายหน้า
น.ส.กรรณิกา ยิ้มใหญ่
4901202088
1.ช่วยลดต้นทุนของบริษัท
2.การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 ในประมาณ 50 % นักลงทุนหน้าใหม่เน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
3.ค่านายหน้า
นางสาว มัตติกา กันทะ
4901100597
คำตอบคือ
1.ช่วยบริษัทลดต้นทุน โดยมีโครงการที่เรียกว่า "KeTouch Modle" โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการทั้งสิ้น 10 จุดในกรุงเทพฯ เน้นทำเลที่เป็นย่านชุมชน
2.การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 บัญชี จากสิ้นปี 2551 มีลูกค้าประมาณ 60,000 บัญชี ในจำนวนดังกล่าวมีบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (แอกทีฟ)ประมาณ 50 % โดยนักลงทุนหน้าใหม่ยังเน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
3.รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์
ตอบคำถามโดย นางสาวชนม์นิภา ขุนจันทร์
คณะบัญชี G2
เลขทะเบียน 48210318
แสดงความคิดเห็น