วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
ส่งออกป่วนข้าวนึ่งขาดตลาด ราคาพุ่งรายวัน เหตุข้าวเปลือกเข้าโครงการจำนำ/ผลผลิตลด
จัดทำบทความโดย
นางสาวเจนจิรา รจนา เลขทะเบียน 4902110025
เรื่อง ส่งออกป่วนข้าวนึ่งขาดตลาด ราคาพุ่งรายวัน เหตุข้าวเปลือกเข้าโครงการจำนำ/ผลผลิตลด
ส่งออกข้าวนึ่งป่วนออร์เดอร์ไหลเข้ามือแต่หาซื้อของไม่ได้ ส่งผลราคาภายในขยับขึ้นรายวันกระสอบละ 20-30 บาท/วัน รับออร์เดอร์ล่วงหน้าขาดทุนอ่วม ด้านโรงสีข้าวนึ่งต้องอัพราคารับซื้อข้าวเปลือกทะลุสูงกว่าราคาจำนำแล้ว เหตุจากผลผลิตข้าวเปลือกขาดตลาดเพราะผลผลิตลดลงและไหลเข้าโครงการจำนำ ขณะที่กรมการข้าวสั่งสำรวจผลผลิตด่วน
นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทกมลกิจกรุ๊ปฯ ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ได้เริ่มมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ เข้ามายังผู้ส่งออกไทยบ้างแล้วหลังจากที่หยุดซื้อไปพักใหญ่ โดยเวลานี้มีเรือมารอรับมอบข้าวจากผู้ส่งออกหลายๆ รายรวมกันอยู่ประมาณ 100,000 ตัน แต่ปรากฏว่าผู้ส่งออกหาซื้อข้าวนึ่งได้ค่อนข้างลำบากมากทำให้ราคาขยับขึ้นรายวันวันละ 20-30 บาทต่อกระสอบ ส่งผลให้ต้องขาดทุนไปตามๆ กัน เพราะราคาที่รับคำสั่งซื้อช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ประมาณตันละ 520-550 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ราคาปัจจุบันตันละ 600 เกือบ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ
" ผู้นำเข้าได้หยุดซื้อข้าวไปช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะได้สั่งซื้อเข้าไปเต็มสต๊อกช่วงกลางปีที่ผ่านมา คาดว่าสต๊อกอาจลดลงไปจึงหันมาซื้อเพิ่มเติมประกอบกับอินเดียยังไม่ได้ทำการส่งออกอย่างเสรี อย่างไรก็ดีออร์เดอร์ที่เข้ามาผู้ส่งออกหาซื้อข้าวภายในประเทศไม่ค่อยได้ เพราะช่วงที่ผู้นำเข้าหยุดซื้อโรงสีข้าวนึ่งหยุดสีเช่นเดียวกัน ประกอบกับปลายปีมีโครงการรับจำนำข้าวนาปี จึงทำให้ผลผลิตข้าวนาปีจำนวนหนึ่งเข้าสู่โครงการจำนำ ผนวกกับปีนี้สภาพอากาศหนาวนานกว่าปกติผลผลิตข้าวรอบนี้ลดลงไปจึงทำให้ข้าวนึ่งขยับสูงขึ้น"
นายวิชัย ศรีประเสริฐ ประธานกรรมการบริษัท ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ อีกรายกล่าวทำนองเดียวกันว่าราคาข้าวนึ่งในตลาดขยับขึ้นตันละกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน เพราะมีเรือมารอรับมอบข้าวจากประเทศไทยเพียง 3 ลำรวมกันประมาณ 100,000 ตัน คิดว่าหลังจากนี้คำสั่งซื้อคงจะไม่เข้ามาหรือเข้ามาก็น้อยมาก เพราะราคาข้าวไทยแพงขึ้นมาก ขณะที่ผู้ซื้อเองอย่างไนจีเรียซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวนึ่งรายใหญ่ต้องเจอภาษีนำเข้า 33% ค่าเงินที่แข็งขึ้นอีก 30% ราคาข้าวไทยแพงขึ้นอีกในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ หลังจากที่ซื้อไปจำนวนหนึ่งผู้ซื้อคงต้องชะลอซื้อคงไม่โหมซื้อเหมือนปีที่ผ่านมา
"เรือเข้ามารอรับมอบ 3 ลำ แต่ราคาข้าวพุ่งขึ้นตันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะข้าวที่เข้าสู่โรงสีมีน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งเข้าโครงการจำนำกับรัฐบาลซึ่งให้ราคาสูง อีกส่วนได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติไปบ้าง
ด้านนายพรชัย โตนิติวงศ์ เจ้าของโรงสีสินภิญโญ จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงสีข้าวนึ่งรายใหญ่ กล่าวว่า โรงสีได้รับคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากผู้ส่งออกหลายรายอาทิ ไทยมาพรรณ,เอเชียโกลเด้นไรซ์และปริมาณมากพอสมควร เพราะช่วงนี้ผู้ส่งออกมีออร์เดอร์ข้าวนึ่งเข้ามามาก อย่างไรก็ดีเนื่องจากโรงสีต้องซื้อข้าวแข่งกับโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยเวลานี้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกความชื้น 15% ตันละ 11,800 บาท ความชื้น 23% ตันละ 11,000 บาท ราคาขายข้าวนึ่งให้กับผู้ส่งออกกระสอบ 2,100 บาท
สำหรับข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 5% ความชื้น 15% ตันละ11,800 บาท ความชื้น 23% ตันละ 10,295 บาท
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ ศกนี้ สมาชิกสมาคมจะเดินทางสำรวจผลผลิตข้าวภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคเหนือ โดยพบปะกับโรงสีในพื้นที่แต่ละจังหวัด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวของไทยระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออก รวมถึงส่วนราชการในพื้นที่ เพื่อจะได้นำมาวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นน่าจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าผลผลิตลดลงหรือไม่ เพียงใด
แหล่งข่าวจากกรมการข้าว เปิดเผยว่าจากสภาพอากาศปีนี้ที่หนาวนานผิดปกติ จะมีผลต่อผลผลิตข้าวอย่างแน่นอน หากอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศา ข้าวที่อยู่ช่วงออกรวงจะมีผลต่อการผสมเกสรไม่ค่อยติดทำให้เมล็ดข้าวลีบ ขณะที่ข้าวที่เพิ่งจะลงมือปลูกจะได้รับผลกระทบเพราะระบบการดูดซึมธาตุอาหารของต้นข้าวจะน้อยกว่าภาวะอากาศปกติ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายประเสริฐ โกศัลยวิตร อธิบดีกรมการข้าวได้สั่งการให้ทำหนังสือถึงศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ให้สำรวจผลผลิตข้าวในพื้นที่ที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติอากาศหนาว ว่าได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด แล้วรายงานผลให้กรมรับทราบโดยเร็ว
ที่มา: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2395 25 ม.ค. - 28 ม.ค. 2552
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อที่ 1.
เหตุใดที่โรงสีข้าวต้องอัพราคารับซื้อข้าวเปลือกทะลุสูงกว่าราคาจำหน่าย
ข้อ2.
ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ได้เริ่มมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศใดบ้าง และเหตุใดทำให้ให้ราคาขยับขึ้นรายวันวันละ 20-30 บาทต่อกระสอบ
ข้อ3.
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยร่วมกันออกเดินทางไปตามภูมิภาคต่าง ๆโดยมีวัตถุประสงค์ใดในการเดินทางครั้งนี้
นางสาวเจนจิรา รจนา เลขทะเบียน 4902110025
เรื่อง ส่งออกป่วนข้าวนึ่งขาดตลาด ราคาพุ่งรายวัน เหตุข้าวเปลือกเข้าโครงการจำนำ/ผลผลิตลด
ส่งออกข้าวนึ่งป่วนออร์เดอร์ไหลเข้ามือแต่หาซื้อของไม่ได้ ส่งผลราคาภายในขยับขึ้นรายวันกระสอบละ 20-30 บาท/วัน รับออร์เดอร์ล่วงหน้าขาดทุนอ่วม ด้านโรงสีข้าวนึ่งต้องอัพราคารับซื้อข้าวเปลือกทะลุสูงกว่าราคาจำนำแล้ว เหตุจากผลผลิตข้าวเปลือกขาดตลาดเพราะผลผลิตลดลงและไหลเข้าโครงการจำนำ ขณะที่กรมการข้าวสั่งสำรวจผลผลิตด่วน
นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทกมลกิจกรุ๊ปฯ ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ได้เริ่มมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศ ได้แก่ ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ เข้ามายังผู้ส่งออกไทยบ้างแล้วหลังจากที่หยุดซื้อไปพักใหญ่ โดยเวลานี้มีเรือมารอรับมอบข้าวจากผู้ส่งออกหลายๆ รายรวมกันอยู่ประมาณ 100,000 ตัน แต่ปรากฏว่าผู้ส่งออกหาซื้อข้าวนึ่งได้ค่อนข้างลำบากมากทำให้ราคาขยับขึ้นรายวันวันละ 20-30 บาทต่อกระสอบ ส่งผลให้ต้องขาดทุนไปตามๆ กัน เพราะราคาที่รับคำสั่งซื้อช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ประมาณตันละ 520-550 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ราคาปัจจุบันตันละ 600 เกือบ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ
" ผู้นำเข้าได้หยุดซื้อข้าวไปช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพราะได้สั่งซื้อเข้าไปเต็มสต๊อกช่วงกลางปีที่ผ่านมา คาดว่าสต๊อกอาจลดลงไปจึงหันมาซื้อเพิ่มเติมประกอบกับอินเดียยังไม่ได้ทำการส่งออกอย่างเสรี อย่างไรก็ดีออร์เดอร์ที่เข้ามาผู้ส่งออกหาซื้อข้าวภายในประเทศไม่ค่อยได้ เพราะช่วงที่ผู้นำเข้าหยุดซื้อโรงสีข้าวนึ่งหยุดสีเช่นเดียวกัน ประกอบกับปลายปีมีโครงการรับจำนำข้าวนาปี จึงทำให้ผลผลิตข้าวนาปีจำนวนหนึ่งเข้าสู่โครงการจำนำ ผนวกกับปีนี้สภาพอากาศหนาวนานกว่าปกติผลผลิตข้าวรอบนี้ลดลงไปจึงทำให้ข้าวนึ่งขยับสูงขึ้น"
นายวิชัย ศรีประเสริฐ ประธานกรรมการบริษัท ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ อีกรายกล่าวทำนองเดียวกันว่าราคาข้าวนึ่งในตลาดขยับขึ้นตันละกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน เพราะมีเรือมารอรับมอบข้าวจากประเทศไทยเพียง 3 ลำรวมกันประมาณ 100,000 ตัน คิดว่าหลังจากนี้คำสั่งซื้อคงจะไม่เข้ามาหรือเข้ามาก็น้อยมาก เพราะราคาข้าวไทยแพงขึ้นมาก ขณะที่ผู้ซื้อเองอย่างไนจีเรียซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวนึ่งรายใหญ่ต้องเจอภาษีนำเข้า 33% ค่าเงินที่แข็งขึ้นอีก 30% ราคาข้าวไทยแพงขึ้นอีกในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ หลังจากที่ซื้อไปจำนวนหนึ่งผู้ซื้อคงต้องชะลอซื้อคงไม่โหมซื้อเหมือนปีที่ผ่านมา
"เรือเข้ามารอรับมอบ 3 ลำ แต่ราคาข้าวพุ่งขึ้นตันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะข้าวที่เข้าสู่โรงสีมีน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งเข้าโครงการจำนำกับรัฐบาลซึ่งให้ราคาสูง อีกส่วนได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติไปบ้าง
ด้านนายพรชัย โตนิติวงศ์ เจ้าของโรงสีสินภิญโญ จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงสีข้าวนึ่งรายใหญ่ กล่าวว่า โรงสีได้รับคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากผู้ส่งออกหลายรายอาทิ ไทยมาพรรณ,เอเชียโกลเด้นไรซ์และปริมาณมากพอสมควร เพราะช่วงนี้ผู้ส่งออกมีออร์เดอร์ข้าวนึ่งเข้ามามาก อย่างไรก็ดีเนื่องจากโรงสีต้องซื้อข้าวแข่งกับโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยเวลานี้โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกความชื้น 15% ตันละ 11,800 บาท ความชื้น 23% ตันละ 11,000 บาท ราคาขายข้าวนึ่งให้กับผู้ส่งออกกระสอบ 2,100 บาท
สำหรับข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 5% ความชื้น 15% ตันละ11,800 บาท ความชื้น 23% ตันละ 10,295 บาท
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ ศกนี้ สมาชิกสมาคมจะเดินทางสำรวจผลผลิตข้าวภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคเหนือ โดยพบปะกับโรงสีในพื้นที่แต่ละจังหวัด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวของไทยระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออก รวมถึงส่วนราชการในพื้นที่ เพื่อจะได้นำมาวางแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงเวลานั้นน่าจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าผลผลิตลดลงหรือไม่ เพียงใด
แหล่งข่าวจากกรมการข้าว เปิดเผยว่าจากสภาพอากาศปีนี้ที่หนาวนานผิดปกติ จะมีผลต่อผลผลิตข้าวอย่างแน่นอน หากอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศา ข้าวที่อยู่ช่วงออกรวงจะมีผลต่อการผสมเกสรไม่ค่อยติดทำให้เมล็ดข้าวลีบ ขณะที่ข้าวที่เพิ่งจะลงมือปลูกจะได้รับผลกระทบเพราะระบบการดูดซึมธาตุอาหารของต้นข้าวจะน้อยกว่าภาวะอากาศปกติ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายประเสริฐ โกศัลยวิตร อธิบดีกรมการข้าวได้สั่งการให้ทำหนังสือถึงศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ ให้สำรวจผลผลิตข้าวในพื้นที่ที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติอากาศหนาว ว่าได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด แล้วรายงานผลให้กรมรับทราบโดยเร็ว
ที่มา: จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2395 25 ม.ค. - 28 ม.ค. 2552
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อที่ 1.
เหตุใดที่โรงสีข้าวต้องอัพราคารับซื้อข้าวเปลือกทะลุสูงกว่าราคาจำหน่าย
ข้อ2.
ผู้ส่งออกข้าวนึ่งรายใหญ่ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้ได้เริ่มมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่งจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศใดบ้าง และเหตุใดทำให้ให้ราคาขยับขึ้นรายวันวันละ 20-30 บาทต่อกระสอบ
ข้อ3.
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยร่วมกันออกเดินทางไปตามภูมิภาคต่าง ๆโดยมีวัตถุประสงค์ใดในการเดินทางครั้งนี้
วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552
ผลสำรวจออนไลน์ ชี้คนไทยห่วงปัญหาเศรษฐกิจ-ตกงาน
จัดทำบทความโดย
นางสาวพาจิต พิมพ์เงิน
เลขทะเบียน 4902110022
ผลสำรวจออนไลน์ ชี้คนไทยห่วงปัญหา เศรษฐกิจ - ตกงาน
ผลสำรวจออนไลน์ของผู้บริโภคจาก 48 ประเทศชิ้นล่าสุดจากนีลเส็น พบผู้บริโภคชาวไทยมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ กว่าครึ่งรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับโอกาสในด้านการงาน และวิตกกับสถานะทางการเงินของตนเอง บริษัท นีลเส็น จำกัด บริษัทเกี่ยวกับสื่อและข้อมูลทั่วโลกได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก เป็นการสำรวจความเชื่อมั่นและความคิดเห็นออนไลน์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการสำรวจระดับความเชื่อมั่น, พฤติกรรม/แนวโน้มการใช้จ่าย ปัจจัยกังวลของผู้บริโภคทั่วโลก ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถูกประเมินจาก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับตลาดงาน สถานภาพทางการเงิน และความพร้อมในการใช้จ่าย โดยการสำรวจครั้งล่าสุดถูกจัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปี 2550 จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 26,312 คน ใน 48 ประเทศ จากทวีปยุโรป เอเชียแปซิฟิค อเมริกาเหนือ และ ประเทศในแถบตะวันออกกลาง พบว่า ค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกยังคงตกลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจากระดับ 99 จากการสำรวจในรอบเดือนพฤศจิกายนในปี 2549 มาที่ระดับ 97 ในรอบการสำรวจในเดือนพฤษภาคมปี 2550 และลดลงอีกครั้งที่ระดับ 94 ในการสำรวจครั้งล่าสุดในรอบเดือนพฤศจิกายนในปี 2550 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์คาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้ ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน 21 ประเทศ จาก 48 ประเทศที่นีลเส็นทำการสำรวจลดลง ผู้บริโภคชาวไทยติดลำดับแรกของโลกด้วยจำนวนคนห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ คาดว่าว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้ รองลงมาคือไต้หวัน (47%) และอิตาลี่ (45%) ตามลำดับ
ประเทศนอร์เวย์ติดอันดับแรกของโลกที่พบผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นสูงสุดด้วยคะแนน 135 รองลำดับสองได้แก่ อินเดีย (133) และลำดับสามได้แก่ เดนมาร์ก (124) นอกจากอินเดีย ประเทศในกลุ่มเอเชีย แปซิฟิค อาทิ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง เวียดนาม นิวซีแลนด์และ สิงคโปร์ จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นติดในสิบลำดับแรกของโลก โดยพบระดับความเชื่อมั่นของอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ทวีปเอเชีย แปซิฟิคเป็นทวีปที่มีความเชื่อมั่นสูงสุดในโลก นางจันทิรา ลือสกุล กรรมการผู้จัดการ นีลเส็น กล่าวว่า " ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2549 ภายใต้ปัจจัยที่บ่งขี้ในทางลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัว ราคาน้ำมันขึ้น และภาวะวิกฤตในตลาดสินเชื่อซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นนั้น ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจของโลกของสหรัฐฯ สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ไม่ดีนี้ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในส่วนต่างๆของโลกและมีผลต่อความรู้สึกในเชิงลบของผู้บริโภคทุกๆแห่ง รวมทั้งประเทศไทย" พบผู้บริโภคชาวไทยยังคงกังวลเกี่ยวกับโอกาสในด้านการงานและเกือบครึ่งไม่เชื่อมั่นในสถานภาพทางด้านการเงิน เมื่อสอบถามความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับโอกาสในด้านการงาน และสถานะทางการเงินของตนในอีกสิบสองเดือนข้างหน้า ผู้บริโภคชาวไทยยังคงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวในระดับใกล้เคียงจากการสำรวจในรอบหกเดือนที่ผ่านมาว่า พบผู้บริโภคชาวไทย (64%) ยังคงรู้สึกว่าโอกาสในด้านการงาน "ไม่ค่อยดี" และ "ไม่ดี" นอกจากนี้ยังพบว่าเกือบครึ่งของผู้บริโภคชาวไทย (44%) มีความกังวลในด้านสถานะทางการเงินของตนในปีหน้า
ผู้บริโภคชาวไทยยังคงมุ่งเน้นการออม
ผู้บริโภคชาวไทย (66%) เชื่อว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการซื้อสินค้าที่ตนต้องการในอีก 12 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยยังคงติดในลำดับที่สามของโลกที่มีจำนวนนักออมมากถึง 64% ที่มีความประสงค์จะเก็บเงินในส่วนที่เหลือเพื่อเก็บออมหลังจากใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต หลังจากที่เคยครองแชมป์อันดับที่หนึ่งของโลกต่อเนื่องกันถึงสามครั้งในการสำรวจที่ผ่านมา โดยการสำรวจครั้งนี้พบชาวอินโดนีนีเซีย และสิงคโปร์ (65% เท่ากัน) ถูกจัดลำดับแรกและอันดับสองของโลก นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคชาวไทยเพียง 6% กล่าวว่าพวกเขาไม่มีเงินเหลือเก็บเลย นอกจากความตั้งใจที่จะออมเงินแล้ว การใช้จ่ายทางด้านการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ ยังคงเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคชาวไทยนิยมในการใช้จ่าย (50%) มาก รองลงมาคือ สินค้าทางด้านเทคโนโลยี่ (38%) และความต้องการซื้อเสื้อผ้าใหม่ (30%) ตามลำดับ นางจันทิรา ลือสกุล กล่าวเสริมว่า "ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงผู้บริโภคชาวไทยระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย โดยจะเห็นได้จากความพร้อมในการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงของผู้บริโภคใน 26 ประเทศ จาก 48 ประเทศที่เราทำการสำรวจ เมื่อเทียบจากผลสำรวจเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อกลุ่มผู้ค้าปลีก ที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการดึงดูดผู้บริโภคให้จับจ่ายใช้สอยในปีนี้ "
ผู้บริโภคชาวไทยวิตกปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด
ผู้บริโภคชาวไทยติดอยู่ในห้าประเทศแรกของโลกเมื่อพิจารณาถึงความวิตกกังวลทางด้านเศรษฐกิจในอีกหกเดือนข้างหน้า โดยพบผู้บริโภคจำนวน 68% กังวลกับปัญหาในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจาก 59% จากการสำรวจในรอบที่ผ่านมา และปัจจัยที่กังวลมากที่สุดในสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำก็คือ ความไม่มั่นคงทางด้านการเมือง ( 47%) ปัญหาการว่างงาน ( 43%) และภาวะเงินเฟ้อ (28%)
ไต้หวัน (74%) จัดอยู่ในอันแรกของโลกที่วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือประเทศจีน (71%) โดยจะพบว่าเจ็ด ในสิบประเทศที่มีความกังวลต่อเรื่องดังกล่าวมากที่สุดคือประเทศในกลุ่มเอเชีย แปซิฟิค
ในทวีปเอเชีย แปซิฟิค ประเทศที่กังวลกับเรื่องสุขภาพมากที่สุดได้แก่ จีน (63%) ฮ่องกง (49%) และเวียดนาม (48%) และประเทศที่กังวลกับเรื่องโอกาสด้านการงานมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม ( 58%) เกาหลีใต้ (54%) และฟิลิปปินส์ (47%)
ส่วนผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นน้อยที่สุดส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรป โดยมีประเทศในแถบเอเชีย แปซิฟิค ได้แก่ เกาหลีใต้(54) ญี่ปุ่น(59) และไต้หวัน (69) ที่มีความเชื่อมั่นในระดับที่ต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในญี่ปุ่น และไต้หวัน ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ที่มาwww.hilight.kapook.com/view/19423
คำถามท้ายเรื่อง
1.ท่านคิดว่าจำนวนคนงานในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด
2.ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนกี่เปอร์เซ็นที่คาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้
3.จากบทความข้างต้นท่านคิดว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยด้านใดบ้าง
นางสาวพาจิต พิมพ์เงิน
เลขทะเบียน 4902110022
ผลสำรวจออนไลน์ ชี้คนไทยห่วงปัญหา เศรษฐกิจ - ตกงาน
ผลสำรวจออนไลน์ของผู้บริโภคจาก 48 ประเทศชิ้นล่าสุดจากนีลเส็น พบผู้บริโภคชาวไทยมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจ กว่าครึ่งรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับโอกาสในด้านการงาน และวิตกกับสถานะทางการเงินของตนเอง บริษัท นีลเส็น จำกัด บริษัทเกี่ยวกับสื่อและข้อมูลทั่วโลกได้ทำการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก เป็นการสำรวจความเชื่อมั่นและความคิดเห็นออนไลน์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการสำรวจระดับความเชื่อมั่น, พฤติกรรม/แนวโน้มการใช้จ่าย ปัจจัยกังวลของผู้บริโภคทั่วโลก ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถูกประเมินจาก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับตลาดงาน สถานภาพทางการเงิน และความพร้อมในการใช้จ่าย โดยการสำรวจครั้งล่าสุดถูกจัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนปี 2550 จากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตประมาณ 26,312 คน ใน 48 ประเทศ จากทวีปยุโรป เอเชียแปซิฟิค อเมริกาเหนือ และ ประเทศในแถบตะวันออกกลาง พบว่า ค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกยังคงตกลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจากระดับ 99 จากการสำรวจในรอบเดือนพฤศจิกายนในปี 2549 มาที่ระดับ 97 ในรอบการสำรวจในเดือนพฤษภาคมปี 2550 และลดลงอีกครั้งที่ระดับ 94 ในการสำรวจครั้งล่าสุดในรอบเดือนพฤศจิกายนในปี 2550 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์คาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้ ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน 21 ประเทศ จาก 48 ประเทศที่นีลเส็นทำการสำรวจลดลง ผู้บริโภคชาวไทยติดลำดับแรกของโลกด้วยจำนวนคนห้าสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ คาดว่าว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้ รองลงมาคือไต้หวัน (47%) และอิตาลี่ (45%) ตามลำดับ
ประเทศนอร์เวย์ติดอันดับแรกของโลกที่พบผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นสูงสุดด้วยคะแนน 135 รองลำดับสองได้แก่ อินเดีย (133) และลำดับสามได้แก่ เดนมาร์ก (124) นอกจากอินเดีย ประเทศในกลุ่มเอเชีย แปซิฟิค อาทิ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ฮ่องกง เวียดนาม นิวซีแลนด์และ สิงคโปร์ จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นติดในสิบลำดับแรกของโลก โดยพบระดับความเชื่อมั่นของอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ทวีปเอเชีย แปซิฟิคเป็นทวีปที่มีความเชื่อมั่นสูงสุดในโลก นางจันทิรา ลือสกุล กรรมการผู้จัดการ นีลเส็น กล่าวว่า " ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯที่ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2549 ภายใต้ปัจจัยที่บ่งขี้ในทางลบเกี่ยวกับเศรษฐกิจหลายประการ เช่น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ค่าเงินดอลล่าร์ที่อ่อนตัว ราคาน้ำมันขึ้น และภาวะวิกฤตในตลาดสินเชื่อซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นนั้น ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจของโลกของสหรัฐฯ สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ไม่ดีนี้ได้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในส่วนต่างๆของโลกและมีผลต่อความรู้สึกในเชิงลบของผู้บริโภคทุกๆแห่ง รวมทั้งประเทศไทย" พบผู้บริโภคชาวไทยยังคงกังวลเกี่ยวกับโอกาสในด้านการงานและเกือบครึ่งไม่เชื่อมั่นในสถานภาพทางด้านการเงิน เมื่อสอบถามความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับโอกาสในด้านการงาน และสถานะทางการเงินของตนในอีกสิบสองเดือนข้างหน้า ผู้บริโภคชาวไทยยังคงแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวในระดับใกล้เคียงจากการสำรวจในรอบหกเดือนที่ผ่านมาว่า พบผู้บริโภคชาวไทย (64%) ยังคงรู้สึกว่าโอกาสในด้านการงาน "ไม่ค่อยดี" และ "ไม่ดี" นอกจากนี้ยังพบว่าเกือบครึ่งของผู้บริโภคชาวไทย (44%) มีความกังวลในด้านสถานะทางการเงินของตนในปีหน้า
ผู้บริโภคชาวไทยยังคงมุ่งเน้นการออม
ผู้บริโภคชาวไทย (66%) เชื่อว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการซื้อสินค้าที่ตนต้องการในอีก 12 เดือนข้างหน้า ประเทศไทยยังคงติดในลำดับที่สามของโลกที่มีจำนวนนักออมมากถึง 64% ที่มีความประสงค์จะเก็บเงินในส่วนที่เหลือเพื่อเก็บออมหลังจากใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต หลังจากที่เคยครองแชมป์อันดับที่หนึ่งของโลกต่อเนื่องกันถึงสามครั้งในการสำรวจที่ผ่านมา โดยการสำรวจครั้งนี้พบชาวอินโดนีนีเซีย และสิงคโปร์ (65% เท่ากัน) ถูกจัดลำดับแรกและอันดับสองของโลก นอกจากนี้ยังพบว่าผู้บริโภคชาวไทยเพียง 6% กล่าวว่าพวกเขาไม่มีเงินเหลือเก็บเลย นอกจากความตั้งใจที่จะออมเงินแล้ว การใช้จ่ายทางด้านการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ ยังคงเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคชาวไทยนิยมในการใช้จ่าย (50%) มาก รองลงมาคือ สินค้าทางด้านเทคโนโลยี่ (38%) และความต้องการซื้อเสื้อผ้าใหม่ (30%) ตามลำดับ นางจันทิรา ลือสกุล กล่าวเสริมว่า "ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงผู้บริโภคชาวไทยระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย โดยจะเห็นได้จากความพร้อมในการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงของผู้บริโภคใน 26 ประเทศ จาก 48 ประเทศที่เราทำการสำรวจ เมื่อเทียบจากผลสำรวจเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อกลุ่มผู้ค้าปลีก ที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการดึงดูดผู้บริโภคให้จับจ่ายใช้สอยในปีนี้ "
ผู้บริโภคชาวไทยวิตกปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด
ผู้บริโภคชาวไทยติดอยู่ในห้าประเทศแรกของโลกเมื่อพิจารณาถึงความวิตกกังวลทางด้านเศรษฐกิจในอีกหกเดือนข้างหน้า โดยพบผู้บริโภคจำนวน 68% กังวลกับปัญหาในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นจาก 59% จากการสำรวจในรอบที่ผ่านมา และปัจจัยที่กังวลมากที่สุดในสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำก็คือ ความไม่มั่นคงทางด้านการเมือง ( 47%) ปัญหาการว่างงาน ( 43%) และภาวะเงินเฟ้อ (28%)
ไต้หวัน (74%) จัดอยู่ในอันแรกของโลกที่วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือประเทศจีน (71%) โดยจะพบว่าเจ็ด ในสิบประเทศที่มีความกังวลต่อเรื่องดังกล่าวมากที่สุดคือประเทศในกลุ่มเอเชีย แปซิฟิค
ในทวีปเอเชีย แปซิฟิค ประเทศที่กังวลกับเรื่องสุขภาพมากที่สุดได้แก่ จีน (63%) ฮ่องกง (49%) และเวียดนาม (48%) และประเทศที่กังวลกับเรื่องโอกาสด้านการงานมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม ( 58%) เกาหลีใต้ (54%) และฟิลิปปินส์ (47%)
ส่วนผู้บริโภคที่มีความเชื่อมั่นน้อยที่สุดส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรป โดยมีประเทศในแถบเอเชีย แปซิฟิค ได้แก่ เกาหลีใต้(54) ญี่ปุ่น(59) และไต้หวัน (69) ที่มีความเชื่อมั่นในระดับที่ต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในญี่ปุ่น และไต้หวัน ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง
ที่มาwww.hilight.kapook.com/view/19423
คำถามท้ายเรื่อง
1.ท่านคิดว่าจำนวนคนงานในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เพราะเหตุใด
2.ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนกี่เปอร์เซ็นที่คาดว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในปีนี้
3.จากบทความข้างต้นท่านคิดว่าจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยด้านใดบ้าง
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2391 11 ม.ค. - 14 ม.ค. 2552
จัดทำบทความโดย
นางสาวหงษ์สกุล คล้ายโต เลขทะเบียน 4902110009
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง เลิกหวังรายได้จากค่านายหน้าหลังมองตลาดหุ้นปีฉลู ยังเป็นภาวะหมี พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทำธุรกิจSBL ดอดเจรจา 2 บลจ. ยืมหุ้นรองรับลูกค้าทำชอร์ตเซล ลุยขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่อีก 3,000-4,000 บัญชี จับตาลูกค้าเล่นหุ้นทะลุแสน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดทั้งปี 51 บล.ทั้งระบบอ่วม บางรายขาดทุนหนัก
นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการดำเนินงานปี 2552 ว่า จากที่คาดว่าตลาดหุ้นในปี 2552 ยังคงซบเซาหรือภาวะหมีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยประเมินว่าทั้งตลาดมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 12,000-15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นมากขึ้น ทั้งการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL)เพื่อชอร์ตเซล(ขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ)
ซึ่งบริษัทมองว่าในสภาวะตลาดขาลง การทำธุรกิจ SBL จะช่วยเพิ่มรายได้อีกทาง จากที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจดังกล่าวอาจจะยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทมีปัญหาผู้ให้ยืมหุ้นที่ยังน้อยอยู่ แต่ล่าสุดได้เจรจากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)จำนวน 2 ราย เพื่อยืมหุ้น ดังนั้นคาดว่าจะมีเพียงพอสำหรับให้บริการลูกค้า
ส่วนธุรกิจปล่อยมาร์จิน(สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์) สำหรับปีนี้ยอมรับว่าลดลง โดยปัจจุบันมีวงเงินปล่อยสินเชื่อเพียง 1,000 ล้านบาท จากปกติ 2,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่สำรองเพื่อรองรับการปล่อยมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
นางบุญพร กล่าวถึง การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 บัญชี จากสิ้นปี 2551 มีลูกค้าประมาณ 60,000 บัญชี ในจำนวนดังกล่าวมีบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (แอกทีฟ)ประมาณ 50 % โดยนักลงทุนหน้าใหม่ยังเน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
นอกจากนี้จะเร่งขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพราะจะช่วยบริษัทลดต้นทุน โดยมีโครงการที่เรียกว่า "KeTouch Modle" โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการทั้งสิ้น 10 จุดในกรุงเทพฯ เน้นทำเลที่เป็นย่านชุมชน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง คือ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม ,ศาลาแดง และเอ็มโพเรียม และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งย่านรถไฟฟ้าใต้ดิน
"โครงการ "KeTouch Modle" ถือเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2552 และเชื่อว่าจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรและรายได้เท่ากับปีที่ผ่านมา" นางบุญพร กล่าว
อนึ่งบล.กิมเอ็งฯ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันดับ 1 โดย ณ สิ้นปี 2551 มีส่วนแบ่งตลาด 8.18 % ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2551 มีกำไรสุทธิ 429.69 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.76%
บทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)ฯระบุว่า สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ในไตรมาส 4/51 พบว่า บล.กิมเอ็งฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8.83% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 8.66% และบล.ภัทรฯ ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงลดลงเป็น 4.91% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 5.53% คาดว่าเป็นผลจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาส 4/51 ที่ลดลงเหลือ 20% ขณะที่ไตรมาสก่อนอยู่ที่ 31% ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เช่น บล.กิมเอ็งฯ จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป(ประเทศไทย)ฯ คาดว่า ผลประกอบการรวมทั้งปี 2551 ของกลุ่มหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง โดยคาดว่าบางบริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 15,900 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 17,000 ล้านบาท หรือลดลง 6.73% ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการเมือง และวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2551
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 คาดว่าตลาดยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาในปีก่อน เนื่องจากการเมืองในประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังคงเบาบาง และตลาดมีความผันผวน โดยฝ่ายวิเคราะห์บล.ฟิลลิปฯมองว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2552 จะอยู่ที่ราว 16,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ผลประกอบการทั้งปี 2552 ของกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังไม่มาก และยังมีปัจจัยการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ใกล้เข้ามา จึงยังคงคำแนะนำ "ลงทุนน้อยกว่าปกติ" โดยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นพื้นฐานดีอย่างบล.กิมเอ็งฯ และให้จับตาดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623911&issue=2391
คำถามท้ายเรื่อง
1. ทำไม บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ถึงได้ต้องการเจาะกลุ่มที่เล่นหุ้มผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
2. กลุ่มเป้าหมายหลักที่ทาง บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ต้องการให้มาร่วมลงทุน คือใคร
3. จากบทวิเคราะห์ ของ บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากที่ใด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2391 11 ม.ค. - 14 ม.ค. 2552
จัดทำบทความโดย
นางสาวหงษ์สกุล คล้ายโต เลขทะเบียน 4902110009
บล.กิมเอ็งฯวิ่งชนหุ้นภาวะหมี >หนุนลูกค้าทำ 'ชอร์ตเซล' เพิ่มรายได้ /ยึดทำเลสถานีรถไฟฟ้าเปิดสาขา
บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่ง เลิกหวังรายได้จากค่านายหน้าหลังมองตลาดหุ้นปีฉลู ยังเป็นภาวะหมี พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ทำธุรกิจSBL ดอดเจรจา 2 บลจ. ยืมหุ้นรองรับลูกค้าทำชอร์ตเซล ลุยขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่อีก 3,000-4,000 บัญชี จับตาลูกค้าเล่นหุ้นทะลุแสน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดทั้งปี 51 บล.ทั้งระบบอ่วม บางรายขาดทุนหนัก
นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานตลาดหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแผนการดำเนินงานปี 2552 ว่า จากที่คาดว่าตลาดหุ้นในปี 2552 ยังคงซบเซาหรือภาวะหมีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยประเมินว่าทั้งตลาดมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 12,000-15,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่นมากขึ้น ทั้งการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์(SBL)เพื่อชอร์ตเซล(ขายหุ้นโดยไม่มีหุ้นในมือ)
ซึ่งบริษัทมองว่าในสภาวะตลาดขาลง การทำธุรกิจ SBL จะช่วยเพิ่มรายได้อีกทาง จากที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตามรายได้จากธุรกิจดังกล่าวอาจจะยังมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทมีปัญหาผู้ให้ยืมหุ้นที่ยังน้อยอยู่ แต่ล่าสุดได้เจรจากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)จำนวน 2 ราย เพื่อยืมหุ้น ดังนั้นคาดว่าจะมีเพียงพอสำหรับให้บริการลูกค้า
ส่วนธุรกิจปล่อยมาร์จิน(สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์) สำหรับปีนี้ยอมรับว่าลดลง โดยปัจจุบันมีวงเงินปล่อยสินเชื่อเพียง 1,000 ล้านบาท จากปกติ 2,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่สำรองเพื่อรองรับการปล่อยมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
นางบุญพร กล่าวถึง การขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นทั้งปี 2552 ว่า บริษัท ตั้งเป้าเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่ 3,000-4,000 บัญชี จากสิ้นปี 2551 มีลูกค้าประมาณ 60,000 บัญชี ในจำนวนดังกล่าวมีบัญชีที่ซื้อขายสม่ำเสมอ (แอกทีฟ)ประมาณ 50 % โดยนักลงทุนหน้าใหม่ยังเน้นเจาะกลุ่มผู้มีเงินลงทุนสูง(ไฮ เน็ต เวิร์ธ)ที่มีเงินลงทุน 20-50 ล้านบาทต่อราย โดยมีทั้งนักธุรกิจ พนักงานบริษัท หรือแม้แต่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เป็นนักศึกษาด้วย
นอกจากนี้จะเร่งขยายฐานลูกค้าเล่นหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพราะจะช่วยบริษัทลดต้นทุน โดยมีโครงการที่เรียกว่า "KeTouch Modle" โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการทั้งสิ้น 10 จุดในกรุงเทพฯ เน้นทำเลที่เป็นย่านชุมชน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง คือ ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม ,ศาลาแดง และเอ็มโพเรียม และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 แห่งย่านรถไฟฟ้าใต้ดิน
"โครงการ "KeTouch Modle" ถือเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2552 และเชื่อว่าจะทำให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรและรายได้เท่ากับปีที่ผ่านมา" นางบุญพร กล่าว
อนึ่งบล.กิมเอ็งฯ เป็นโบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อันดับ 1 โดย ณ สิ้นปี 2551 มีส่วนแบ่งตลาด 8.18 % ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2551 มีกำไรสุทธิ 429.69 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน 16.76%
บทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)ฯระบุว่า สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทหลักทรัพย์ในไตรมาส 4/51 พบว่า บล.กิมเอ็งฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8.83% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 8.66% และบล.ภัทรฯ ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงลดลงเป็น 4.91% ขณะที่ไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 5.53% คาดว่าเป็นผลจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไตรมาส 4/51 ที่ลดลงเหลือ 20% ขณะที่ไตรมาสก่อนอยู่ที่ 31% ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย เช่น บล.กิมเอ็งฯ จึงเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น
ด้านนายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟิลลิป(ประเทศไทย)ฯ คาดว่า ผลประกอบการรวมทั้งปี 2551 ของกลุ่มหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง โดยคาดว่าบางบริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 15,900 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่ 17,000 ล้านบาท หรือลดลง 6.73% ซึ่งเป็นผลจากปัญหาการเมือง และวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2551
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 คาดว่าตลาดยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาในปีก่อน เนื่องจากการเมืองในประเทศยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังคงเบาบาง และตลาดมีความผันผวน โดยฝ่ายวิเคราะห์บล.ฟิลลิปฯมองว่ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปี 2552 จะอยู่ที่ราว 16,500 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามคาดว่าตลาดหุ้นในครึ่งปีหลังน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ผลประกอบการทั้งปี 2552 ของกลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ตลาดยังคงมีความผันผวนสูง มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันยังไม่มาก และยังมีปัจจัยการเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ใกล้เข้ามา จึงยังคงคำแนะนำ "ลงทุนน้อยกว่าปกติ" โดยแนะนำให้เก็งกำไรในหุ้นพื้นฐานดีอย่างบล.กิมเอ็งฯ และให้จับตาดูสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศอย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623911&issue=2391
คำถามท้ายเรื่อง
1. ทำไม บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ถึงได้ต้องการเจาะกลุ่มที่เล่นหุ้มผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
2. กลุ่มเป้าหมายหลักที่ทาง บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ ต้องการให้มาร่วมลงทุน คือใคร
3. จากบทวิเคราะห์ ของ บล.กิมเอ็งฯ โบรกเกอร์มาร์เก็ตแชร์ รายได้ส่วนใหญ่มาจากที่ใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)