วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
รัฐย้ำนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน-ขึ้นราคาก๊าซ มองราคาน้ำมันยังผันผวน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมการประหยัดพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง และยืนยันที่จะมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มเพื่อลดการใช้เงินภาครัฐเข้าไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซในประเทศ เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้ยังคงมีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ ยังต้องรอดูว่ากลุ่มโอเปคจะลดกำลังการผลิตมากน้อยแค่ไหนในการประชุมวันที่ 29 พ.ย.นี้ เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หากมีการปรับลดกำลังการผลิตลงอาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก และราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวขึ้นได้
นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานใช้งบประมาณจำนวน 500 ล้านบาท ส่งเสริมการการปรับหยัดพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนผ่านมากสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน(ESCO) ในการลงทุนพัฒนาประหยัดพลังงานในอาคารและโรงงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อาจจะขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ลำบาก เชื่อว่าจะสามารถช่วยส่งเสริมการประหยัดพลังงานได้ 250 ล้านบาทต่อปี และจะเกิดการลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 1,250 ล้านบาท
และกระทรวงพลังงานจะยังคงยึดมติคณะรัฐมนตรีในการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ถึงแม้จะมีผู้ประกอบการเซรามิกทำหนังสือขอให้ทบทวนการแนวทางดังกล่าว เพราะที่ผ่านมารัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากในการอุดหนุนราคาสำหรับการใช้ผิดประเภท
ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม(BCP) กล่าวว่า การประชุมโอเปคในวันเสาร์นี้ที่คาดว่า จะมีลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เพราะกลุ่มโอเปกต้องการเพิ่มราคาน้ำมันจากระดับปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงเป็นอย่างมาก
และล่าสุดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้น 4.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะสหรัฐได้ใช้เงินจำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปช่วยธนาคารซิตี้กรุ๊ป ทำให้ภาวะตลาดหุ้นและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันในช่วงสิ้นปีนี้คงจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนในปีหน้าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยที่ระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับราคาน้ำมันในประเทศผู้ค้าก็พยายามปรับลดตามราคาน้ำมันตลาดโลก แต่การที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์น่าจะมีการปรับตัวขึ้นตาม ส่งผลผู้ค้าอาจจะชะลอการปรับลดลงราคาน้ำมันในประเทศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ลงอีกครั้ง
แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้ปั้มน้ำมันในต่างจังหวัดหยุดขายน้ำมันเป็นการชั่วคราวบางแห่ง โดยในส่วนของลูกค้าบางจากฯ ก็มีการปิดปั้มไป 10-20 แห่ง แต่บริษัทก็ได้ขอร้องให้ขายน้ำมันต่อไปเพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน
ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
http://www.ryt9.com/news/2008-11-25/47697442/
คำถาม
1. กลุ่มโอเปคจะมีการประชุมในวันใด
2. การปรับลดกำลังการผลิตอาจมีผลกระทบต่อสิ่งใด
3. กระทรวงพลังงานใช้งบประมาณจำนวน500ล้าน ส่งเสริมสิ่งใด
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ไอเอ็มเอฟ-เอดีบี เตือนศก.โลกถดถอย เอเชียทรุดหนักปีหน้า
จัดทำโดย น.ส.กรรณิกา ยิ้มใหญ่ 4901202088
ไอเอ็มเอฟ คาดประเทศมหาอำนาจ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า เชื่อสหรัฐฯ มีแผนรับมือได้รวดเร็วที่สุด ชี้ต้นตอภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคเอกชนที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามานาน จนเกิดความกลัวและตัดสินใจใช้เงินให้น้อยลง และวิกฤตการเงินที่ลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ "เอดีบี" ระบุ การจ้างงาน-การค้า-การผลิต บ่งชี้การถดถอยที่ชัดเจน ศก.เอเซียปีหน้า อาจชะลอลงอีก หลังยอดส่งออกติดลบ
วันนี้ ( 7 พ.ย.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะหดตัวลงในปีหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจเข้าสู่ภาวะถดถอยนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
ไอเอ็มเอฟแนะนำว่า รัฐบาลของประเทศดังกล่าวต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อยับยั้งภาวะถดถอย ในขณะเดียวกันธนาคารกลางของบางประเทศควรลดดอกเบี้ยอีก แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้าง นายโอลิเวียร์ บลังชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ในวินาทีนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศ ต้องให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด ด้านนายจอร์ก ดีเครสซิน หัวหน้าฝ่ายศึกษาเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า สหรัฐอเมริกาจะยังสามารถใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก เช่นเดียวกับยุโรปและจีน
สำนักข่าวเอพี รายงานว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันค่อนข้างย่ำแย่ นับตั้งแต่ที่ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์การ ขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วลงสู่ระดับหดตัว 0.3% จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.5% สำหรับปีหน้า ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.2% ลดลงจาก 3% ที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ด้านเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 0.7% จากที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 0.1% ส่วนเศรษฐกิจยุโรปจะหดตัวลง 0.5% จากที่เคยคาดไว้ว่าจะขยายตัว 0.2%
"ภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ประการแรก คือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคเอกชนที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามานาน ในที่สุดพวกเขาก็เกิดความกลัวและตัดสินใจใช้เงินให้น้อยลง ประการที่สอง คือ วิกฤตการเงินที่ลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่" นอกจากนั้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงหนักก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ร่วงลงกว่า 50% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนประชากร ถือว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันมีความรุนแรงเทียบเท่ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 และต้นทศวรรษที่ 1980 โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายปีหน้า
**เอดีบี ศก.เอเชียถดถอย หลังยอดส่งออกทรุด สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) ออกแถลงการณ์เตือนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมคาดการณ์ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียจะชะลอลงอีกในปีหน้า ท่ามกลางความต้องการสินค้าส่งออกจากภูมิภาคเอเซียดังกล่าวชะลอลง นายราจัต แน็ก ผู้อำนวยการเอดีบี กล่าวว่า ข้อมูลการค้า การจ้างงานและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงในระยะที่ผ่านมาส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกจะติดลบ และความต้องการสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคเอเซียจะลดลง "การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นภาวะถดถอยได้สูง ขณะเดียวกันการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเซียมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอีกในปีหน้า" ทั้งนี้ รัฐบาลในภูมิภาคเอเซียต่างปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ เนื่องจากวิกฤตการเงินที่เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐฯเมื่อปีที่ผ่านมาได้ลุกลามไปทั่วโลก กำลังฉุดรั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค "ระบบการเงินและเศรษฐกิจภูมิภาคเอเซียมีแนวโน้มอยู่ภายใต้แรงกดดันเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของภูมิภาคเอเซียยังต้องเผชิญกับการชะลอตัวรุนแรง เนื่องจากความต้องการทั่วโลกชะลอลง"
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์7 พฤศจิกายน 2551 13:23 นhttp://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132187
คำถาม
1.สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย
2.รัฐบาลในแต่ละประเทศควรแก้ไขปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่อย่างไร
3.เพราะเหตุใด เอดีบี จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของเอเชียในปีหน้าจะชะลอตัวลง