วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธุรกิจกระอัก!แบงก์เรียกค่าฟี >ปิดทางลูกค้าเปิดเครดิตไลน์หลายแบงก์/ อ้างต้นทุนเพิ่ม-รักษาสภาพคล่อง
นางสาวนภัสวรรณ โลหะพืช เลขทะเบียน 4901200220
แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมรักษาเครดิตไลน์ ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น แบงก์ไทยพาณิชย์-ทิสโก้ ยอมรับเตรียมทบทวนเก็บค่าฟีวงเงินที่ไม่ถูกเบิกใช้ ขึ้นกับความเสี่ยงของลูกค้าและธุรกิจ เฉลี่ยตั้งแต่ 0.50-1% ของวงเงิน พร้อมตั้งเงื่อนไขสกัดหนี้เสีย ใช้ทั้งแนวทางเรียกหลักประกันเพิ่มและเก็บอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อครอบคลุมความเสี่ยง
ผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบต่อการหาแหล่งเงินกู้ของธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเคยใช้เงินกู้ต่างประเทศ หรือ สถาบันการเงินบางแห่งชาร์จดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นทำให้บริษัทรายใหญ่ของไทยต้องหันมาใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศแทนนั้น
แหล่งข่าวจากธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ลูกค้ารายใหญ่
เริ่มเข้ามาขอใช้วงเงินในประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ซึ่งธนาคารต้องมีความรอบคอบในการอนุมัติ เพราะปีหน้าธนาคารต้องกันสำรองตามเกณฑ์บาเซิล 2 สำหรับวงเงินทุกประเภททั้งที่ธนาคารตั้งวงเงินให้ลูกค้าและวงเงินที่ปล่อยกู้ ปัจจุบันธนาคารจึงต้องทบทวนพอร์ตสินเชื่อ เช่น ทบทวนอัตราดอกเบี้ย และขอคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้า
ธนาคารจะทบทวนตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย จากสัญญาเดิมที่อิงอัตราthbfixซึ่งต้องเทียบอัตราเพื่อไม่ให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยไทย(เอ็มแอลอาร์)ปัจจุบัน หรือการติดตามความเคลื่อนไหวลูกค้าที่ตั้งวงเงินไว้แต่ยังไม่มีการเบิกใช้วงเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้วงเงิน กรณีที่ลูกค้าไม่มีการใช้วงเงิน ธนาคารอาจต้องเจรจาเพื่อปิดวงเงินดังกล่าว ส่วนในรายที่ต้องการรักษาเครดิตไลน์ไว้ ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าวงเงินสินเชื่อที่ลูกค้าขอให้ธนาคารกันวงเงินไว้จะมีการเบิกใช้แน่
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนและศึกษาความเป็นไปได้ ในการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่มีการขอวงเงินกู้แต่ไม่ได้มีการเบิกใช้ โดยส่วนใหญ่ที่ธนาคารคิดจะอยู่ที่อัตรา 0.5-1% กรณีลูกค้าเห็นความจำเป็นก็จะยอมจ่ายในส่วนนี้ แต่หากลูกค้ายังไม่ต้องการวงเงินก็ไม่เปิดวงเงินได้ ซึ่งในหลักการของการคิดค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น เพราะแบงก์ต้องการให้ลูกค้ามีการใช้จริง และเป็นการแสดงว่าคนกู้มีการใช้วงเงินจริง ไม่ใช่การบล็อกวงเงินไว้เยอะ แล้วทำให้รายอื่นกู้ไม่ได้ ขณะที่แบงก์มีต้นทุนกันสำรองและต้องบริหารสภาพคล่องด้วย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ไทยพาณิชย์ ยังได้ให้ความเห็นถึง แนวโน้มความต้องการสินเชื่อจากธุรกิจหรือบริษัทรายใหญ่ในปีหน้า มีความต้องการใช้สินเชื่อในประเทศมากขึ้น เห็นได้จากบริษัทรายใหญ่ที่เดิมเคยเปิดวงเงินสินเชื่อไว้กับหลายธนาคารได้กลับมาเบิกใช้วงเงินภายในประเทศ(เครดิตไลน์) จากกรณีที่ตลาดต่างประเทศปิด ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารในปีหน้า ที่จะโฟกัสสินเชื่อธุรกิจหรือรายใหญ่ โดยเชื่อว่าตลาดมีความต้องการวงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว
"ปีหน้าการอำนวยสินเชื่อของธนาคารจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์บาเซิล 2 โดยเฉพาะวงเงินสินเชื่อที่เปิดไว้เพื่อรอการเบิกใช้(เครดิตไลน์)นั้น ธนาคารมีต้นทุนในการกันสำรอง ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าต้องการใช้วงเงินสินเชื่อจริง ทางธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจองวงเงินดังกล่าว โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินไว้"
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล รองกรรมการอำนวยการ ธนาคารทิสโก้ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเครดิตไลน์จากลูกค้า เป็นการกันสิทธิการเบิกใช้วงเงินกู้ในอนาคตสำหรับลูกค้าเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีวงเงินสภาพคล่องอยู่กับธนาคาร ขณะเดียวกันเป็นการยืนยันว่าลูกค้าจะต้องใช้วงเงินดังกล่าว นอกจากนี้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีธนาคารต้องรอบคอบมากขึ้น ในการพิจารณาวงเงินกู้ เช่น นอกจากการคิดค่าธรรมเนียมแล้ว ธนาคารอาจจะต้องเรียกหลักประกันจากลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือใช้วิธีให้วงเงินกู้ที่น้อยลง กรณีลูกค้ามีศักยภาพด้อยกว่ามาตรฐานที่ธนาคารกำหนด และบางรายธนาคารอาจเรียกดอกเบี้ยในอัตรามากขึ้น แต่ยืนยันธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้อยู่ตลอดเวลา
ในทางปฎิบัติตอนนี้ธนาคารทบทวนค่าธรรมเนียมกันวงเงินกันใหม่ จากอดีตเคยมีแล้วยกเลิกกันไป โดยอดีตจะเห็นได้ว่า ลูกค้ารายหนึ่งสามารถเปิดวงเงินกู้ไว้เผื่อเลือกได้หลายธนาคาร แต่จากนี้ไปผู้กู้ต้องแสดงความชัดเจนในความต้องการใช้วงเงินที่เหมาะสมทั้งระยะเวลาและวงเงิน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อโครงการ วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินทุนหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับรอบของการใช้เงิน อาจกำหนดเงื่อนเวลาเก็บค่าธรรมเนียมก่อนการเบิกใช้วงเงินหรือเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้หรือธุรกิจด้วย
อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
ที่มา:http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623831&issue=2383
คำถามท้ายเรื่อง
1. การที่แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มมาจากอะไร?
2. ธนาคารขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเท่าไหร่?
3. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น มีข้อดีสำหรับธนาคารคือ
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
จัดการกับปัญหาเงินเฟ้อ
ขณะนี้เงินเฟ้อกำลังทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะอัตราเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในเดือนกุมภาพันธ์นั้นสูงถึง 5.4% แล้ว และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในเอเชีย เช่น ประเทศจีนเอง เงินเฟ้อเกือบ 9% ในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่เวียดนาม ก็เผชิญกับเงินเฟ้อ 14% เป็นต้น หากมองในภาพใหญ่อาจกล่าวได้ว่า ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำมาก แต่ทั้งนี้มิได้สืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายการเงินที่มีประสิทธิผลของธนาคารกลาง หรือวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (productivity) ดังที่เข้าใจกัน ตัวแปรที่กดให้เงินเฟ้อต่ำน่าจะเป็นการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ ที่เพิ่มแรงงานให้กับระบบทุนนิยมถึง 50% กล่าวคือทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคลของประเทศที่หันหลังให้กับคอมมิวนิสต์ช่วยให้ราคาสินค้าทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาให้อยู่ที่ระดับต่ำ แต่เมื่อยุคดังกล่าวจบลง เงินเฟ้อที่ระดับ 5-6% อาจกลับมาเป็นเรื่องธรรมดาใน 10 ปีข้างหน้าก็ได้ ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวที่จะรับมือกับสภาวการณ์ดังกล่าว ประเด็นที่สำคัญคือ หากเป็นเช่นนั้นจริงความพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าเพียงเพื่อหวังเอาใจผู้บริโภคในระยะสั้นจะมิได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ที่จะต้องเผชิญกับปัญหาการปรับตัวเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต ตรงกันข้ามการห้ามไม่ให้ปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นในเชิงบังคับจะทำให้การขยายกำลังการผลิต การพัฒนาผลิตภาพ รวมทั้งการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ผลิตย่อมไม่มีแรงจูงใจในการลงทุน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจำกัดสิทธิที่จะปรับราคาตามความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ปริมาณสินค้าในอนาคตไม่เพิ่มขึ้น จนอาจเกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าในอนาคต การสกัดกั้นมิให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงระดับ 5% อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าเมื่อใดที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 5% อย่างต่อเนื่อง เมื่อนั้นเงินเฟ้อจะฝังตัวลึกลงไปในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ปรับลดได้ยากยิ่ง กล่าวคือเมื่อทุกคนตระหนักว่าเงินเฟ้อจะคงอยู่ที่ระดับ 5% ทุกคนก็จะเริ่มตั้งเงื่อนไขที่จะปรับเพิ่มราคาสินค้าบริการและเงินเดือนของตนอย่างน้อย 5% เพื่อรักษาระดับรายได้ที่แท้จริงของตนเอาไว้ ทำให้สินค้าบริการและเงินเดือนทุกประเภทจะปรับตัวขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างน้อย 5% ทุกปี ในส่วนของดอกเบี้ยก็เช่นกัน คือ ผู้ฝากเงินก็จะต้องการอัตราผลตอบแทนจากการฝากเงินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5% หรือมากกว่านั้น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ก็น่าจะกลับไปอยู่ที่ระดับ 10% ขึ้นไป เช่นที่เคยเป็นอยู่ในช่วงก่อนปี 1997 ถามว่าทำไมเงินเฟ้อที่ 5% จึงเป็นระดับที่สำคัญ คำตอบของผมคือเมื่อเงินเฟ้อปรับขึ้นลงไม่แน่นอนในระดับประมาณ 2-3% นั้น ถือได้ว่าเป็นระดับเงินเฟ้อที่ต่ำจนกระทั่งไม่เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องนำมาเป็นเงื่อนไขหลักในการทำธุรกิจ และในหลายกรณีก็จะมีทั้งสินค้าที่ราคาขึ้นและราคาลง ทำให้เฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% แต่เมื่อเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 5% ก็มักจะเป็นเพราะสินค้าเกือบทุกรายการราคาปรับขึ้น มีน้อยรายการที่ราคาจะปรับลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคาดหวังเงินเฟ้อ (inflationary expectations) ก็จะต้องก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อก่อตัวขึ้นได้แล้วก็จะเป็นการคาดการณ์ที่ทำให้กลายเป็นจริง (self-fulfilling prophecy) ยากที่จะปรับให้ลดลงเหลือ 2-3% เช่นเดิม เว้นแต่จะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างรุนแรงเพื่อกดดันให้เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างมาก เช่นที่สหรัฐได้เคยทำในช่วง 1980 ที่เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นถึง 12-13% ทำให้นาย Paul Volker ผู้ว่าการธนาคารกลางในขณะนั้นต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นเป็น 20% ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวอย่างรุนแรงไปนานถึง 2 ปี
จึงเป็นไปได้ว่าเงินเฟ้อที่กำลังเผชิญอยู่นี้อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีทรัพยากรส่วนเกิน (จากประเทศคอมมิวนิสต์เข้าสู่ระบบตลาดเสรี) กำลังจบลง แต่แนวนโยบายที่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาคือการร้องขอแกมบังคับให้ผู้ผลิตตรึงตลาดสินค้านั้น จะไม่เป็นการแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพราะจะทำให้ผู้ผลิตขาดแรงจูงใจที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าโดยทั่วไป และทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศได้ เพราะผู้ผลิตจะเห็นว่าแนวทางที่จะหลีกเลี่ยงการควบคุมราคาของรัฐบาลคือการหันไปส่งออก แต่การส่งออกเองก็กำลังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำลังลามไปสู่ยุโรปและญี่ปุ่น กลายเป็นว่านโยบายตรึงราคานั้นกำลังทำให้ผู้ผลิตเข้าสู่ภาวะจนตรอก ในขณะเดียวกันก็มีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับดอกเบี้ยเพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นการบริโภคและลดต้นทุนของผู้ผลิตและมีความเป็นไปได้ว่าแนวทางนี้จะเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไป เพราะธนาคารกลางสหรัฐมีท่าทีที่จะลดดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจากปัจจุบันที่ระดับ 3.00% มาต่ำกว่า 2% ภายในกลางปีนี้และอาจลงเหลือเพียง 1% ภายในปลายปีนี้ หากเป็นเช่นนั้นก็ยากที่ ธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 3.25% เช่นปัจจุบันได้ แต่การลดดอกเบี้ยลงในสภาวะที่เงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ที่ระดับสูง (กว่า 5%) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อที่หักราคาพลังงานและอาหารออก) กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นการเสี่ยงต่อการทำให้เงินเฟ้อฝังรากในระบบจนยากที่จะลดลง เพราะเมื่อผู้ออมเห็นว่าดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าเงินเฟ้ออยู่นานๆ ก็จะเรียกร้องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และ/หรือนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ (เช่น ที่ดิน) ทำให้ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ปรับขึ้น การที่ราคาพลังงานและราคาอาหารกำลังปรับขึ้นอยู่แล้วจะทำให้เกิดการร้องขอเงินเดือนขึ้นและผู้ประกอบการก็จะต้องขอปรับราคาขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเริ่มก่อตัวและขยายตัวต่อไป ความพยายามที่จะตรึงราคาสินค้ายิ่งจะทำให้เกิดความขาดแคลนในตัวสินค้า ทำให้ทางการต้องยอมให้ปรับราคาขึ้นในที่สุด แต่แทนที่ราคาสินค้าบางประเภทจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้น ก็อาจเกิดการปรับราคาสินค้าขึ้นแบบยกแผง ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อยิ่งปรับสูงขึ้นและตอกย้ำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเชื่อว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อในวงกว้าง แนวทางการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อจึงขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่รัดกุมมิให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อ ในขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมพัฒนาการทางเทคโนโลยีและการส่งเสริมการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ หากราคาน้ำมันขึ้นก็ต้องลดการใช้และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ราคาอาหารแพงก็ต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตอาหาร ซึ่งการส่งสัญญาณผ่านราคาสินค้าเป็นการกระตุ้นการปรับตัวที่ดีที่สุดและดีกว่าการออกนโยบายเพื่อการส่งเสริมการลงทุนเพราะรัฐบาลไม่ต้องลงแรงและไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการคอร์รัปชั่น หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยมิให้ได้รับผลกระทบที่รุนแรงก็สามารถทำคูปองแจกให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนำไปแลกเปลี่ยนกับน้ำมันหรืออาหารได้ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายเงินอุดหนุนเท่ากับมูลค่าคูปองที่แจกออกไป แต่หากมองให้ดีจะเห็นว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก จะทำให้เรานำเข้าน้อยลงและหันมาผลิตพืชเกษตรเพื่อทดแทนน้ำมันมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็จะกระทบผู้ที่มีรายได้น้อยเพราะจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชพลังงานมากกว่าอาหาร ทำให้อาหารมีราคาแพง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมในประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากค่าจ้างแรงงานและน้ำมัน หากรัฐบาลจะต้องการแก้ปัญหาที่แก่นสารแล้วก็น่าจะพยายามส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวมากกว่าการตรึงราคาสินค้าครับ
ที่มาhttp://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?id=813&catid=9
คำถาม
1. ตัวแปรที่ทำให้เงินเฟ้อตกต่ำคืออะไร
2. การปรับขึ้นของราคาพลังงานและราคาอาหารจะทำให้เกิดอะไรขึ้น
3. การที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะหันมาผลิตพืชเกษตรเพื่อทดแทนน้ำมันแต่ส่งผลกระทบกับใคร
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
รัฐย้ำนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน-ขึ้นราคาก๊าซ มองราคาน้ำมันยังผันผวน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมการประหยัดพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง และยืนยันที่จะมีการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มเพื่อลดการใช้เงินภาครัฐเข้าไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซในประเทศ เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้ยังคงมีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ ยังต้องรอดูว่ากลุ่มโอเปคจะลดกำลังการผลิตมากน้อยแค่ไหนในการประชุมวันที่ 29 พ.ย.นี้ เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หากมีการปรับลดกำลังการผลิตลงอาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก และราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวขึ้นได้
นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานใช้งบประมาณจำนวน 500 ล้านบาท ส่งเสริมการการปรับหยัดพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนผ่านมากสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน(ESCO) ในการลงทุนพัฒนาประหยัดพลังงานในอาคารและโรงงาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อาจจะขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ได้ลำบาก เชื่อว่าจะสามารถช่วยส่งเสริมการประหยัดพลังงานได้ 250 ล้านบาทต่อปี และจะเกิดการลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 1,250 ล้านบาท
และกระทรวงพลังงานจะยังคงยึดมติคณะรัฐมนตรีในการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ถึงแม้จะมีผู้ประกอบการเซรามิกทำหนังสือขอให้ทบทวนการแนวทางดังกล่าว เพราะที่ผ่านมารัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากในการอุดหนุนราคาสำหรับการใช้ผิดประเภท
ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากปิโตรเลียม(BCP) กล่าวว่า การประชุมโอเปคในวันเสาร์นี้ที่คาดว่า จะมีลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะมีผลในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เพราะกลุ่มโอเปกต้องการเพิ่มราคาน้ำมันจากระดับปัจจุบันที่ปรับตัวลดลงเป็นอย่างมาก
และล่าสุดราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้น 4.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะสหรัฐได้ใช้เงินจำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปช่วยธนาคารซิตี้กรุ๊ป ทำให้ภาวะตลาดหุ้นและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันในช่วงสิ้นปีนี้คงจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมาก เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนในปีหน้าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยที่ระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับราคาน้ำมันในประเทศผู้ค้าก็พยายามปรับลดตามราคาน้ำมันตลาดโลก แต่การที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์น่าจะมีการปรับตัวขึ้นตาม ส่งผลผู้ค้าอาจจะชะลอการปรับลดลงราคาน้ำมันในประเทศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ลงอีกครั้ง
แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้ปั้มน้ำมันในต่างจังหวัดหยุดขายน้ำมันเป็นการชั่วคราวบางแห่ง โดยในส่วนของลูกค้าบางจากฯ ก็มีการปิดปั้มไป 10-20 แห่ง แต่บริษัทก็ได้ขอร้องให้ขายน้ำมันต่อไปเพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน
ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
http://www.ryt9.com/news/2008-11-25/47697442/
คำถาม
1. กลุ่มโอเปคจะมีการประชุมในวันใด
2. การปรับลดกำลังการผลิตอาจมีผลกระทบต่อสิ่งใด
3. กระทรวงพลังงานใช้งบประมาณจำนวน500ล้าน ส่งเสริมสิ่งใด
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ไอเอ็มเอฟ-เอดีบี เตือนศก.โลกถดถอย เอเชียทรุดหนักปีหน้า
จัดทำโดย น.ส.กรรณิกา ยิ้มใหญ่ 4901202088
ไอเอ็มเอฟ คาดประเทศมหาอำนาจ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า เชื่อสหรัฐฯ มีแผนรับมือได้รวดเร็วที่สุด ชี้ต้นตอภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคเอกชนที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามานาน จนเกิดความกลัวและตัดสินใจใช้เงินให้น้อยลง และวิกฤตการเงินที่ลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ "เอดีบี" ระบุ การจ้างงาน-การค้า-การผลิต บ่งชี้การถดถอยที่ชัดเจน ศก.เอเซียปีหน้า อาจชะลอลงอีก หลังยอดส่งออกติดลบ
วันนี้ ( 7 พ.ย.) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จะหดตัวลงในปีหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจเข้าสู่ภาวะถดถอยนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
ไอเอ็มเอฟแนะนำว่า รัฐบาลของประเทศดังกล่าวต้องใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อยับยั้งภาวะถดถอย ในขณะเดียวกันธนาคารกลางของบางประเทศควรลดดอกเบี้ยอีก แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้าง นายโอลิเวียร์ บลังชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ในวินาทีนี้ รัฐบาลของแต่ละประเทศ ต้องให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุด ด้านนายจอร์ก ดีเครสซิน หัวหน้าฝ่ายศึกษาเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า สหรัฐอเมริกาจะยังสามารถใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก เช่นเดียวกับยุโรปและจีน
สำนักข่าวเอพี รายงานว่า สภาพการณ์ในปัจจุบันค่อนข้างย่ำแย่ นับตั้งแต่ที่ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์การ ขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วลงสู่ระดับหดตัว 0.3% จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.5% สำหรับปีหน้า ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 2.2% ลดลงจาก 3% ที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนที่แล้ว ด้านเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 0.7% จากที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 0.1% ส่วนเศรษฐกิจยุโรปจะหดตัวลง 0.5% จากที่เคยคาดไว้ว่าจะขยายตัว 0.2%
"ภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ประการแรก คือ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคเอกชนที่ร่วงลงอย่างหนัก หลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามานาน ในที่สุดพวกเขาก็เกิดความกลัวและตัดสินใจใช้เงินให้น้อยลง ประการที่สอง คือ วิกฤตการเงินที่ลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่" นอกจากนั้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร่วงหนักก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ร่วงลงกว่า 50% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อเทียบสัดส่วนประชากร ถือว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันมีความรุนแรงเทียบเท่ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1970 และต้นทศวรรษที่ 1980 โดยไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายปีหน้า
**เอดีบี ศก.เอเชียถดถอย หลังยอดส่งออกทรุด สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) ออกแถลงการณ์เตือนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมคาดการณ์ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียจะชะลอลงอีกในปีหน้า ท่ามกลางความต้องการสินค้าส่งออกจากภูมิภาคเอเซียดังกล่าวชะลอลง นายราจัต แน็ก ผู้อำนวยการเอดีบี กล่าวว่า ข้อมูลการค้า การจ้างงานและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงในระยะที่ผ่านมาส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกจะติดลบ และความต้องการสินค้าที่ผลิตในภูมิภาคเอเซียจะลดลง "การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นภาวะถดถอยได้สูง ขณะเดียวกันการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเซียมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอีกในปีหน้า" ทั้งนี้ รัฐบาลในภูมิภาคเอเซียต่างปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ เนื่องจากวิกฤตการเงินที่เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐฯเมื่อปีที่ผ่านมาได้ลุกลามไปทั่วโลก กำลังฉุดรั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนและผู้บริโภค "ระบบการเงินและเศรษฐกิจภูมิภาคเอเซียมีแนวโน้มอยู่ภายใต้แรงกดดันเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของภูมิภาคเอเซียยังต้องเผชิญกับการชะลอตัวรุนแรง เนื่องจากความต้องการทั่วโลกชะลอลง"
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์7 พฤศจิกายน 2551 13:23 นhttp://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132187
คำถาม
1.สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย
2.รัฐบาลในแต่ละประเทศควรแก้ไขปัญหาสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่อย่างไร
3.เพราะเหตุใด เอดีบี จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจของเอเชียในปีหน้าจะชะลอตัวลง