วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ธุรกิจกระอัก!แบงก์เรียกค่าฟี >ปิดทางลูกค้าเปิดเครดิตไลน์หลายแบงก์/ อ้างต้นทุนเพิ่ม-รักษาสภาพคล่อง
จัดทำบทความโดย
นางสาวนภัสวรรณ โลหะพืช เลขทะเบียน 4901200220
แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมรักษาเครดิตไลน์ ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น แบงก์ไทยพาณิชย์-ทิสโก้ ยอมรับเตรียมทบทวนเก็บค่าฟีวงเงินที่ไม่ถูกเบิกใช้ ขึ้นกับความเสี่ยงของลูกค้าและธุรกิจ เฉลี่ยตั้งแต่ 0.50-1% ของวงเงิน พร้อมตั้งเงื่อนไขสกัดหนี้เสีย ใช้ทั้งแนวทางเรียกหลักประกันเพิ่มและเก็บอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อครอบคลุมความเสี่ยง
ผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบต่อการหาแหล่งเงินกู้ของธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเคยใช้เงินกู้ต่างประเทศ หรือ สถาบันการเงินบางแห่งชาร์จดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นทำให้บริษัทรายใหญ่ของไทยต้องหันมาใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศแทนนั้น
แหล่งข่าวจากธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ลูกค้ารายใหญ่
เริ่มเข้ามาขอใช้วงเงินในประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ซึ่งธนาคารต้องมีความรอบคอบในการอนุมัติ เพราะปีหน้าธนาคารต้องกันสำรองตามเกณฑ์บาเซิล 2 สำหรับวงเงินทุกประเภททั้งที่ธนาคารตั้งวงเงินให้ลูกค้าและวงเงินที่ปล่อยกู้ ปัจจุบันธนาคารจึงต้องทบทวนพอร์ตสินเชื่อ เช่น ทบทวนอัตราดอกเบี้ย และขอคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้า
ธนาคารจะทบทวนตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย จากสัญญาเดิมที่อิงอัตราthbfixซึ่งต้องเทียบอัตราเพื่อไม่ให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยไทย(เอ็มแอลอาร์)ปัจจุบัน หรือการติดตามความเคลื่อนไหวลูกค้าที่ตั้งวงเงินไว้แต่ยังไม่มีการเบิกใช้วงเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้วงเงิน กรณีที่ลูกค้าไม่มีการใช้วงเงิน ธนาคารอาจต้องเจรจาเพื่อปิดวงเงินดังกล่าว ส่วนในรายที่ต้องการรักษาเครดิตไลน์ไว้ ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าวงเงินสินเชื่อที่ลูกค้าขอให้ธนาคารกันวงเงินไว้จะมีการเบิกใช้แน่
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนและศึกษาความเป็นไปได้ ในการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่มีการขอวงเงินกู้แต่ไม่ได้มีการเบิกใช้ โดยส่วนใหญ่ที่ธนาคารคิดจะอยู่ที่อัตรา 0.5-1% กรณีลูกค้าเห็นความจำเป็นก็จะยอมจ่ายในส่วนนี้ แต่หากลูกค้ายังไม่ต้องการวงเงินก็ไม่เปิดวงเงินได้ ซึ่งในหลักการของการคิดค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น เพราะแบงก์ต้องการให้ลูกค้ามีการใช้จริง และเป็นการแสดงว่าคนกู้มีการใช้วงเงินจริง ไม่ใช่การบล็อกวงเงินไว้เยอะ แล้วทำให้รายอื่นกู้ไม่ได้ ขณะที่แบงก์มีต้นทุนกันสำรองและต้องบริหารสภาพคล่องด้วย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ไทยพาณิชย์ ยังได้ให้ความเห็นถึง แนวโน้มความต้องการสินเชื่อจากธุรกิจหรือบริษัทรายใหญ่ในปีหน้า มีความต้องการใช้สินเชื่อในประเทศมากขึ้น เห็นได้จากบริษัทรายใหญ่ที่เดิมเคยเปิดวงเงินสินเชื่อไว้กับหลายธนาคารได้กลับมาเบิกใช้วงเงินภายในประเทศ(เครดิตไลน์) จากกรณีที่ตลาดต่างประเทศปิด ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารในปีหน้า ที่จะโฟกัสสินเชื่อธุรกิจหรือรายใหญ่ โดยเชื่อว่าตลาดมีความต้องการวงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว
"ปีหน้าการอำนวยสินเชื่อของธนาคารจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์บาเซิล 2 โดยเฉพาะวงเงินสินเชื่อที่เปิดไว้เพื่อรอการเบิกใช้(เครดิตไลน์)นั้น ธนาคารมีต้นทุนในการกันสำรอง ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าต้องการใช้วงเงินสินเชื่อจริง ทางธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจองวงเงินดังกล่าว โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินไว้"
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล รองกรรมการอำนวยการ ธนาคารทิสโก้ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเครดิตไลน์จากลูกค้า เป็นการกันสิทธิการเบิกใช้วงเงินกู้ในอนาคตสำหรับลูกค้าเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีวงเงินสภาพคล่องอยู่กับธนาคาร ขณะเดียวกันเป็นการยืนยันว่าลูกค้าจะต้องใช้วงเงินดังกล่าว นอกจากนี้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีธนาคารต้องรอบคอบมากขึ้น ในการพิจารณาวงเงินกู้ เช่น นอกจากการคิดค่าธรรมเนียมแล้ว ธนาคารอาจจะต้องเรียกหลักประกันจากลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือใช้วิธีให้วงเงินกู้ที่น้อยลง กรณีลูกค้ามีศักยภาพด้อยกว่ามาตรฐานที่ธนาคารกำหนด และบางรายธนาคารอาจเรียกดอกเบี้ยในอัตรามากขึ้น แต่ยืนยันธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้อยู่ตลอดเวลา
ในทางปฎิบัติตอนนี้ธนาคารทบทวนค่าธรรมเนียมกันวงเงินกันใหม่ จากอดีตเคยมีแล้วยกเลิกกันไป โดยอดีตจะเห็นได้ว่า ลูกค้ารายหนึ่งสามารถเปิดวงเงินกู้ไว้เผื่อเลือกได้หลายธนาคาร แต่จากนี้ไปผู้กู้ต้องแสดงความชัดเจนในความต้องการใช้วงเงินที่เหมาะสมทั้งระยะเวลาและวงเงิน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อโครงการ วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินทุนหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับรอบของการใช้เงิน อาจกำหนดเงื่อนเวลาเก็บค่าธรรมเนียมก่อนการเบิกใช้วงเงินหรือเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้หรือธุรกิจด้วย
อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
ที่มา:http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623831&issue=2383
คำถามท้ายเรื่อง
1. การที่แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มมาจากอะไร?
2. ธนาคารขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเท่าไหร่?
3. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น มีข้อดีสำหรับธนาคารคือ
นางสาวนภัสวรรณ โลหะพืช เลขทะเบียน 4901200220
แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมรักษาเครดิตไลน์ ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น แบงก์ไทยพาณิชย์-ทิสโก้ ยอมรับเตรียมทบทวนเก็บค่าฟีวงเงินที่ไม่ถูกเบิกใช้ ขึ้นกับความเสี่ยงของลูกค้าและธุรกิจ เฉลี่ยตั้งแต่ 0.50-1% ของวงเงิน พร้อมตั้งเงื่อนไขสกัดหนี้เสีย ใช้ทั้งแนวทางเรียกหลักประกันเพิ่มและเก็บอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อครอบคลุมความเสี่ยง
ผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบต่อการหาแหล่งเงินกู้ของธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเคยใช้เงินกู้ต่างประเทศ หรือ สถาบันการเงินบางแห่งชาร์จดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นทำให้บริษัทรายใหญ่ของไทยต้องหันมาใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศแทนนั้น
แหล่งข่าวจากธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ลูกค้ารายใหญ่
เริ่มเข้ามาขอใช้วงเงินในประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ซึ่งธนาคารต้องมีความรอบคอบในการอนุมัติ เพราะปีหน้าธนาคารต้องกันสำรองตามเกณฑ์บาเซิล 2 สำหรับวงเงินทุกประเภททั้งที่ธนาคารตั้งวงเงินให้ลูกค้าและวงเงินที่ปล่อยกู้ ปัจจุบันธนาคารจึงต้องทบทวนพอร์ตสินเชื่อ เช่น ทบทวนอัตราดอกเบี้ย และขอคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้า
ธนาคารจะทบทวนตั้งแต่อัตราดอกเบี้ย จากสัญญาเดิมที่อิงอัตราthbfixซึ่งต้องเทียบอัตราเพื่อไม่ให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยไทย(เอ็มแอลอาร์)ปัจจุบัน หรือการติดตามความเคลื่อนไหวลูกค้าที่ตั้งวงเงินไว้แต่ยังไม่มีการเบิกใช้วงเงินเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้วงเงิน กรณีที่ลูกค้าไม่มีการใช้วงเงิน ธนาคารอาจต้องเจรจาเพื่อปิดวงเงินดังกล่าว ส่วนในรายที่ต้องการรักษาเครดิตไลน์ไว้ ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าวงเงินสินเชื่อที่ลูกค้าขอให้ธนาคารกันวงเงินไว้จะมีการเบิกใช้แน่
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนและศึกษาความเป็นไปได้ ในการกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้าที่มีการขอวงเงินกู้แต่ไม่ได้มีการเบิกใช้ โดยส่วนใหญ่ที่ธนาคารคิดจะอยู่ที่อัตรา 0.5-1% กรณีลูกค้าเห็นความจำเป็นก็จะยอมจ่ายในส่วนนี้ แต่หากลูกค้ายังไม่ต้องการวงเงินก็ไม่เปิดวงเงินได้ ซึ่งในหลักการของการคิดค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น เพราะแบงก์ต้องการให้ลูกค้ามีการใช้จริง และเป็นการแสดงว่าคนกู้มีการใช้วงเงินจริง ไม่ใช่การบล็อกวงเงินไว้เยอะ แล้วทำให้รายอื่นกู้ไม่ได้ ขณะที่แบงก์มีต้นทุนกันสำรองและต้องบริหารสภาพคล่องด้วย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ไทยพาณิชย์ ยังได้ให้ความเห็นถึง แนวโน้มความต้องการสินเชื่อจากธุรกิจหรือบริษัทรายใหญ่ในปีหน้า มีความต้องการใช้สินเชื่อในประเทศมากขึ้น เห็นได้จากบริษัทรายใหญ่ที่เดิมเคยเปิดวงเงินสินเชื่อไว้กับหลายธนาคารได้กลับมาเบิกใช้วงเงินภายในประเทศ(เครดิตไลน์) จากกรณีที่ตลาดต่างประเทศปิด ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารในปีหน้า ที่จะโฟกัสสินเชื่อธุรกิจหรือรายใหญ่ โดยเชื่อว่าตลาดมีความต้องการวงเงินสินเชื่ออยู่แล้ว
"ปีหน้าการอำนวยสินเชื่อของธนาคารจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์บาเซิล 2 โดยเฉพาะวงเงินสินเชื่อที่เปิดไว้เพื่อรอการเบิกใช้(เครดิตไลน์)นั้น ธนาคารมีต้นทุนในการกันสำรอง ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าต้องการใช้วงเงินสินเชื่อจริง ทางธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจองวงเงินดังกล่าว โดยธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินไว้"
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล รองกรรมการอำนวยการ ธนาคารทิสโก้ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเครดิตไลน์จากลูกค้า เป็นการกันสิทธิการเบิกใช้วงเงินกู้ในอนาคตสำหรับลูกค้าเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีวงเงินสภาพคล่องอยู่กับธนาคาร ขณะเดียวกันเป็นการยืนยันว่าลูกค้าจะต้องใช้วงเงินดังกล่าว นอกจากนี้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีธนาคารต้องรอบคอบมากขึ้น ในการพิจารณาวงเงินกู้ เช่น นอกจากการคิดค่าธรรมเนียมแล้ว ธนาคารอาจจะต้องเรียกหลักประกันจากลูกค้าเพิ่มขึ้น หรือใช้วิธีให้วงเงินกู้ที่น้อยลง กรณีลูกค้ามีศักยภาพด้อยกว่ามาตรฐานที่ธนาคารกำหนด และบางรายธนาคารอาจเรียกดอกเบี้ยในอัตรามากขึ้น แต่ยืนยันธนาคารยังคงปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้อยู่ตลอดเวลา
ในทางปฎิบัติตอนนี้ธนาคารทบทวนค่าธรรมเนียมกันวงเงินกันใหม่ จากอดีตเคยมีแล้วยกเลิกกันไป โดยอดีตจะเห็นได้ว่า ลูกค้ารายหนึ่งสามารถเปิดวงเงินกู้ไว้เผื่อเลือกได้หลายธนาคาร แต่จากนี้ไปผู้กู้ต้องแสดงความชัดเจนในความต้องการใช้วงเงินที่เหมาะสมทั้งระยะเวลาและวงเงิน ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อโครงการ วงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินทุนหมุนเวียนที่ขึ้นอยู่กับรอบของการใช้เงิน อาจกำหนดเงื่อนเวลาเก็บค่าธรรมเนียมก่อนการเบิกใช้วงเงินหรือเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดไว้ ส่วนอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้กู้หรือธุรกิจด้วย
อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
ที่มา:http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1623831&issue=2383
คำถามท้ายเรื่อง
1. การที่แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มมาจากอะไร?
2. ธนาคารขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเท่าไหร่?
3. การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น มีข้อดีสำหรับธนาคารคือ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
4 ความคิดเห็น:
ตอบ
1.อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น
2. ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม
3.การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
น.ส.กรรณิกา ยิ้มใหญ่
4901202088
1.อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น
2. ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม
3.การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
นางสาว มัตติกา กันทะ
4901100597
1.การที่แบงก์หาช่องเรียกค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาเครดิตไลน์นั้น ปิดทางลูกค้าเปิดวงเงินเผื่อเลือกหลายแบงก์ อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มมาจากอะไร?
ตอบ ต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น
2.ธนาคารขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตราเท่าไหร่?
ตอบ ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม
3.การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น มีข้อดีสำหรับธนาคารคือ
ตอบ ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
ตอบโดย น.ส.พิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
เลขทะเบียน 48210401
ตอบโดย น.ส.จารี บริบูรณ์ 48210372 g10
1.อ้างเหตุต้นทุนเพิ่มจากเกณฑ์บาเซิล 2 และเพื่อเก็บสภาพคล่องปล่อยกู้รายอื่น
2. ธนาคารก็จะขอให้ลูกค้าจ่ายค่าธรรมเนียมอัตราตั้งแต่ 0.5-1% ของวงเงิน ในระหว่างที่ลูกค้ายังไม่มีการเบิกใช้วงเงิน แต่เมื่อลูกค้ามาเบิกใช้วงเงินธนาคารก็จะหยุดคิดค่าธรรมเนียม
3.การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการรักษาวงเงินสินเชื่อนั้น ข้อดีสำหรับธนาคารคือ ต่อไปธนาคารจะตั้งวงเงินไว้ลอยๆเช่นอดีตไม่ได้ โดยปีหน้าเกณฑ์บาเซิล 2 ทำให้ธนาคารต้องนำวงเงินดังกล่าวคำนวณเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของธนาคาร
แสดงความคิดเห็น